ไม่ได้เขียนบล็อคนี้นานมากกกถึงมากที่สุด จริงๆก็ไม่ใช่เพราะอะไร นอกจากคำว่าขี้เกียจนั่นเอง วะฮ่าๆๆๆ เอาเป็นว่าวันนี้ เรามาพูดถึงเรื่อง "ผี" ในประเทศต่างๆที่อาจจะมีความเชื่อมโยงกันก็เป็นได้ เคยคิดไหมว่า ผีในประเทศต่างๆทำไมถึงมีต่างชนิด ต่างประเภทกัน บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องราวในตำนาน หรืออาจจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อทำให้คนเกรงกลัว ในประเทศไทยนั้น มีผีที่ตัวสูงมากที่เรียกว่า "เปรต" เปรตนั้นเป็นผีที่มีกรรมคือว่า ในอดีตที่เคยเป็นคนได้ทำสิ่งที่เลวร้ายมาก อย่างเช่นตีพ่อตีแม่ จึงทำให้มือใหญ่เท่าใบกล้วย ปากเท่ารูเข็มเพราะด่าพ่อแม่พูดโกหก ถึงแม้มีคนทำบุญให้ ก็สามารถกินข้าวได้เพียงทีละนิด เพราะปากเท่ารูเข็ม เปรตจะมีจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้นอกจากคนที่เคยได้พบเจอกับมันจริงๆแล้วเท่านั้นที่บอกได้ ถึงแม้จะเคยพบเจอและมาบอกเล่าให้คนอื่นฟัง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนเชื่อทั้งหมด ทุกอย่างเป็นเรื่องของวิจารณญาณ
 
แต่ความเชื่อเรื่องผีเปรตนั้น ถ้าในมุมมองของความเป็นจริงแล้ว อาจเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เรียกว่า "กศุโลบาย" ในสมัยโบราณก็ได้ ด้วยความที่ว่าในสมัยโบราณ คนในยุคก่อนมักจะใช้กศุโลบายในการควบคุมพฤติกรรมของลูกหลานหรือเป็นกลยุทธทางสังคม อย่างเช่นว่า
 
- การอย่าตอบรับเสียงเรียกขานในตอนกลางคืน จะโดนผีเอาไปอยู่ด้วย อาจจะเป็นกศุโลบายในด้านความปลอดภัย หากมีคนมาเรียกตอนกลางคืนอาจจะเป็นขโมยหรือคนแปลกหน้าที่ไม่น่าไว้ใจ 
- อย่ากวาดบ้านตอนกลางคืนจะเสียทรัพย์สิน กศุโลบายก็คือ เนื่องจากตอนกลางคืนนั้นมืด และเราอาจจะมองไม่เห็นว่ามีสิ่งใดตกอยู่บนพื้นเวลาเรากวาด ดังนั้นการกวาดตอนกลางวันจะดีที่สุด
 
ในเรื่องของผีเปรตนั้น จริงๆก็เป็นความเชื่อที่มีมาช้านานในสังคมไทย แต่ทางด้านสังคมนั้นอาจจะเป็นกลยุทธ์ในการปลูกฝังความเชื่อให้คนคิดดีทำดี ไม่ประพฤติแย่กับบุพการีของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวาจาหรือการกระทำ หากคนในสังคมถูกปลูกฝังความเชื่อเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยเด็ก จะทำให้คนไม่กล้าทำชั่ว และทำแต่ความดี เนื่องจากในปัจจุบันนี้ ความเชื่อทางด้านนี้ได้ลดน้อยลง จนไม่มีอีกแล้วในบางสังคม จนทำให้คนรุ่นใหม่ละเลยที่จะคำนึงถึงสิ่งที่จะได้รับจากการกระทำชั่ว ปัญหาทางด้านสังคมจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
 
หลายคนอาจเห็นว่าความเชื่อของคนโบราณเป็นเรื่องที่งมงาย เหลวไหล แต่หารู้ไม่ว่า ความเชื่อเหล่านี้แฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาดในการควบคุมพฤติกรรมของลูกหลานของพวกเขา ซึ่งทำให้สังคมในสมัยก่อน ไม่เสื่อมทรามเท่าสมัยนี้เลย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถึงแม้คนที่บอกว่าไม่เชื่อเรื่องผี ได้ยินเสียงคนแปลกหน้าทักตอนดึกๆ ก็อาจจะอดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่เรียกนั้น เป็นคนหรือผี อย่างเช่นตัวผู้เขียน เอาจริงๆแล้วก็ไม่เคยเห็นผีด้วยตาตนเองสักที แต่ก็ยังเชื่อในสิ่งที่เรามองไม่เห็น ไม่ได้เรียกว่างมงาย แต่เรียกว่า มองโลกแบบสองด้าน ไม่เชื่อแบบสุดโต่ง แต่ก็ไม่ต่อต้านแบบสุดโต่ง วันนี้ขอให้ทุกคนจงหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet