บางทีหลายๆคนอาจมีความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ตัวเองหุ่นไม่ดี ไม่สวย ไม่หล่อ หรืออ้วนไป หรืออะไรก็ตามแต่ ตัวผู้เขียนเองก็มีหลายครั้งที่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง แต่หากเราลองคิดดูดีๆแล้ว กว่าคนเราจะเกิดมาได้เนี่ย ต้องแย่งชิงเพื่อเป็นที่หนึ่งของอสุจิอีกหลายๆตัว เอาล่ะ เริ่มไร้สาระ 555 สิ่งที่อยากจะบอกก็คือว่า ได้เกิดมาเป็นคนก็ดีแค่ไหนแล้ว มีครบ 32 ก็ดีมากแค่ไหนแล้ว เพราะมีอีกหลายชีวิตที่เกิดมาผิดปกติ และใช้ชีวิตได้ลำบากกว่าเราเยอะ วันนี้ก็อยากมานำเสนอชีวิตคนที่มีสองหัว ว่าเขามีชีวิตความเป็นอยู่ยังไง มนุษย์พิศวงคนสองหัวส่วนใหญ่เสียชีวิตลงตั้งแต่เกิด จากบันทึกวงการแพทย์พบว่าจนถึงปัจจุบันทั้งโลกมีคนสองหัวรอดชีวิตหลังคลอดเพียงแค่ 3 รายเท่านั้น

คนสองหัวรายสุดท้ายที่รอดตายหลังคลอดคือเด็กหญิงมานาร์ มาเก็ด (Manar Maged) ชาวอียิปต์ เกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2004 โดยมีศีรษะของคู่แฝดเพศชายติดอยู่บนศีรษะของเธอ


น้องชายคู่แฝดสามารถยิ้ม ร้องไห้ กะพริบตา และหลายครั้งที่ทำท่าไขว่ขว้าหานมเข้าปาก หากแต่เขามีเพียงหัว ไม่มีลำตัว หรือถ้าจะบอกแบบเจาะจงลงไปคือมีก้อนเนื้อที่ไม่พัฒนาเป็นร่างกายยื่นต่อออก มาจากส่วนคอเท่านั้น
 
การเจริญเติบโตของแฝดผู้น้องทำให้มานาร์ต้องแบกรับน้ำหนักที่กดทับลงบนศีรษะ ส่งผลให้เธอมีอาการปวดศีรษะ ไม่สามารถทรงตัวได้ แพทย์จึงลงความเห็นให้ทำการผ่าตัดแยกแฝดผู้น้องออกเสีย เพื่อรักษาชีวิตของมานาร์เอาไว้
 


     การผ่าตัดมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2006 แม้ว่ามันจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่โชคร้ายที่บาดแผลเกิดอาการติดเชื้อและลุกลามเข้าไปถึงสมองทำให้มานาร์ เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

     วันที่ 10 ธันวาคม 2003 เด็กหญิงรีเบคก้า มาร์ติเนซ (Rebecca Martinez) ถือกำเนิดขึ้นโดยมีศีรษะของน้องสาวคู่แฝดติดอยู่กับศีรษะของเธอเช่นเดียวกับ มานาร์ หลังจากนั้น 8 สัปดาห์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2004 ทีมแพทย์สาธารณรัฐโดมินิกันพยายามผ่าตัดแยกคู่แฝดออก แต่รีเบคก้าเสียเลือดมากจนเกิดอาการช็อก หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตลงบนเตียงผ่าตัดนั่นเอง

เด็กสองหัวแห่งเบงกอล

คนสองหัวที่มีชื่อเสียงที่สุดเห็นจะได้แก่ "เด็กสองหัวแห่งเบงกอล" (Two Headed Boy of Bengal) เนื่องจากเขาสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้นานถึง 4 ปี

"เด็กสองหัวแห่งเบงกอล" เกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม 1783 ในหมู่บ้านมันดูล กาอิต รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ความแปลกประหลาดที่มีศีรษะของแฝดผู้น้องติดอยู่บนศีรษะของเด็กน้อยสร้างความตื่นตระหนกให้กับหมอตำแยทำคลอดจนถึงกับโยนทารกแรกเกิดเข้ากองไฟ

น่าประหลาดใจยิ่งขึ้นที่ทารกน้อยรอดชีวิตจากกองเพลิงมาได้โดยได้รับบาดเจ็บ เพียงแค่แผลไฟไหม้ที่บริเวณดวงตา ใบหู และศีรษะส่วนบนเท่านั้น

ศีรษะส่วนเกินของ "เด็กสองหัวแห่งเบงกอล" มีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นเดียวกับศีรษะหลัก สามารถกะพริบตา ขยับริมฝีปากและทำท่าดูดนมได้ บิดาของ "เด็กสองหัวแห่งเบงกอล" ได้ชุบเลี้ยงเขาจนเจริญเติบโตและนำออกแสดงเก็บเงินค่าดูทั่วเมืองกัลกัตตา จนกลายเป็นที่กล่าวขานกันทั่วอินเดียและรวมไปถึงกลุ่มข้าหลวงชาวอังกฤษ

น่าเสียดายที่ "เด็กสองหัวแห่งเบงกอล" ถูกงูเห่ากัดเสียชีวิต เมื่ออายุได้เพียง 4 ปี ร่างของเขาถูกนำไปฝังตามประเพณีของชาวอิสลาม ต่อมากะโหลกศีรษะถูก มร.เดนต์ (Dent) เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษของบริษัทอีสต์อินเดียลักลอบขุดขึ้นมาและได้มอบให้กับ กัปตันบูชานัน (Buchanan) ซึ่งเขาได้นำมันกลับอังกฤษและมอบให้กับเอเวอราร์ด โฮม (Everard Home) และสุดท้ายมาลงเอยที่พิพิธภัณฑ์การแพทย์ในกรุงลอนดอน

เม็กซิกันสองหัว

ต้นทศวรรษที่ 1900 คณะละครสัตว์เซลส์-โฟลโต้ (Sells-Floto) สร้างความฮือฮาให้กับชาวอเมริกันด้วยการเดินสายโชว์ตัวมนุษย์สองหัวชาวเม็ก ซิกัน (Two Headed Mexican) ผู้มีศีรษะขนาดเล็กงอกยื่นออกมาเหนือหน้าผาก

ปาสควัล ปินอน (Pasqual Pinon) สูญเสียที่ทำกินให้กับกองทัพปลดแอกของนักปฏิวัติ ปันโช วิลล่า (Pancho Villa) ทำให้เขาต้องใช้ความพิศวงของร่างกายที่ผิดแผกแปลกไปจากคนอื่นมาแลกเงินเพื่อ หารายได้เลี้ยงดูภรรยาและลูกๆอีก 7 คน แต่เรื่องราวนี้เป็นเพียงการกุขึ้นมาเองโดยผู้จัดการคณะละครสัตว์

ปาสควัลเป็นคนงานก่อสร้างทางรถไฟในรัฐเทกซัส เขาโชคร้ายเกิดก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่เหนือหน้าผาก และเมื่อเขาได้พบกับผู้จัดการคณะละครสัตว์โดยบังเอิญในปี 1917 เขาก็ได้รับการทาบทามให้มาแสดงการโชว์ตัว

อย่างไรก็ตาม ก้อนเนื้องอกนั้นยังไม่น่าสนใจพอที่จะเรียกร้องความสนใจคนดูได้ ผู้จัดการคณะละครสัตว์จึงตัดสินใจใช้ขี้ผึ้งพอกทับและปั้นให้เป็นรูปใบหน้า มนุษย์ อีกทั้งสร้างเรื่องการสูญเสียที่ดินทำกินไปในสงครามปฏิวัติเม็กซิโกเพื่อ เพิ่มความน่าสงสารให้กับชีวิตของปาสควัล ดังนั้น คนสองหัวชาวเม็กซิกันจึงเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวง

ขวาร้าย-ซ้ายดี

คนสองหน้าเป็นสิ่งน่าแปลกประหลาดไม่น้อยไปกว่าคนสองหัว หลายคนอาจคิดว่าคนสองหน้ามีอยู่แต่ในภาพยนตร์หรือการแสดงโชว์แถวพัทยาเท่านั้น

Neurofibromatosis หรือโรคท้าวแสนปม เกิดจากยีนทำงานผิดพลาด การเกิดเนื้องอกตามส่วนต่างๆของร่างกายเป็นอาการชนิดหนึ่งของโรคนี้ และบางครั้งก็เกิดบนใบหน้าจนทำให้ผิดรูปผิดร่าง ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับโจเซฟ เมอร์ริก (Joseph Merrick) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "มนุษย์ช้าง" (The Elephant Man)

โรเบิร์ต เมลวิน (Robert Melvin) เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1920 เขาโชคดีกว่าโจเซฟ เมอร์ริก ครึ่งหนึ่งเพราะเขามีใบหน้าผิดรูปผิดร่างเพียงซีกขวาซีกเดียวเท่านั้น ส่วนใบหน้าซีกซ้ายนั้นเป็นปรกติ ทำให้หลายๆคนไม่เชื่อว่าจะมีคนสองหน้า แบ่งออกเป็น 2 ซีกเท่าๆกันจริงๆ

โรเบิร์ตเริ่มมีอาการผิดปรกติตั้งแต่เด็ก ไม่มีโรงเรียนใดยอมรับเข้าเรียนทำให้เขาต้องศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง แต่โรเบิร์ตก็ไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจหรืออับอายในเวลาที่ออกนอกบ้านพบปะผู้คน ในทางตรงกันข้าม ด้วยความสุภาพอ่อนโยนทำให้เขาเป็นที่รักของคนในชุมชน

ปี 1949 โรเบิร์ตออกโชว์ตัวกับคณะละครสัตว์ในโคนี่ย์ไอส์แลนด์ และเขาได้ร่วมแสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Sisters, The Sentinel และภาพยนตร์สารคดี เช่น Being Different และ I Am Not A Freak

โรเบิร์ตแต่งงานกับเวอร์จิเนีย (Virginia) Fanสาวที่คบกันมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่นเมื่อปี 1952 โดยที่ชาวบ้านต่างซุบซิบนินทาว่าคู่นี้คงอยู่กันได้ไม่นาน แต่พวกเขาคิดผิด เพราะทั้งคู่อยู่กินกันจนกระทั่งโรเบิร์ตเสียชีวิตลงในวันที่ 19 พฤศจิกายน 1995

Fanทอมออฟเดอะเธียเตอร์

แซม อเล็กซานเดอร์ (Sam Alexander) เกิดมามีร่างกายปรกติสมบูรณ์เหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆ เขาเป็นดาราประจำโรงละครชูเบิร์ต (Shubert Theater) ในเมืองชิคาโก จนกระทั่งถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 แซมประสบอุบัติเหตุถูกถังเก็บน้ำมันเบนซินระเบิดเข้าใส่ เขารีบยกมือขึ้นปิดหน้าเพื่อป้องกันดวงตา แต่ใบหน้าช่วงล่างตั้งแต่จมูกจนถึงริมฝีปากล่างถูกไฟลวกยับเยิน

บาดแผลที่เกิดขึ้นสาหัสสากรรจ์จนแพทย์ต้องเฉือนเอาชิ้นเนื้อรอบๆปากและตอน ล่างของใบหน้าบางส่วนออก ดังนั้น ใบหน้าส่วนล่างจึงไม่มีชิ้นเนื้อเหลืออยู่ เผยให้เห็นฟันและกระดูก

แซมนอนรักษาตัวอยู่นานถึง 13 เดือน บาดแผลทางร่างกายแม้จะรุนแรง แต่บาดแผลทางใจกลับร้ายแรงยิ่งกว่า ความน่ากลัวของบาดแผลทำให้นางพยาบาลที่มาทำงานใหม่ถึงกับอ้าปากตาค้างเมื่อ เห็นแซมครั้งแรก และFanสาวที่มาเยี่ยมอาการไม่เคยมองหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย แซมถูกส่งตัวไปอยู่สถานพักฟื้นที่รู้กันว่าเป็นสถานที่สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ มีญาติมารับตัวกลับ

ประกายแห่งความหวังฉายส่องขึ้นเมื่อแพทย์คนหนึ่งแนะนำให้แซมไปพบกับ ศัลยแพทย์ฝีมือดี ผู้สามารถสร้างหน้ากากเหมือนจริงได้ อย่างไรก็ตาม หน้ากากนี้สามารถตบตาคนได้เพียงบางสถานการณ์ ภายใต้สภาพแสงที่ค่อนข้างสลัว ดังนั้น ความหวังที่จะกลับไปใช้ชีวิตในสังคมตามปรกติจึงยังคงริบหรี่

คืนวงการบันเทิง

อยู่มาวันหนึ่ง แซมอ่านพบประกาศรับสมัครงานของคณะละครสัตว์พีต คอร์เทส (Pete Kortes) ในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งขณะนั้นคณะละครสัตว์เดินทางมาเปิดการแสดงใกล้กับสถานพักฟื้น เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปพบผู้จัดการคณะละครสัตว์

แน่นอนว่าความประหลาดที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนทำให้แซมได้งานและ กลายเป็นตัวทำเงินของคณะละครสัตว์ในเวลาอันรวดเร็ว การแสดงเริ่มจากแซมขึ้นบนเวทีเล่าเรื่องราวชีวิตรักและจบลงด้วยหัวใจที่แตก สลาย ก่อนจะถอดหน้ากากเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง สาเหตุที่ทำให้คนรักทิ้งเขาไป

กลุ่มคนดูโดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กต่างกรีดร้องเสียงหลงทันทีที่เห็นใบหน้าของ แซม เขากลับมาเป็นดาราดังอีกครั้ง ผู้คนต่างกล่าวขานถึง มีการติดประกาศเตือนห้ามเด็ก สตรีมีครรถ์ และคนขวัญอ่อน เข้าชมการแสดงของแซม
แซมได้รับเชิญให้ไปร่วมปรากฏตัวกับคณะละครสัตว์คณะอื่นๆอีกหลายคณะ เช่น Ringling Bros., Barnum & Bailey Show, Clyde Beatty Circus และ Ward Hall และบางครั้งที่แซมได้รับการว่าจ้างไม่ให้เปิดการแสดงในเขตชุมชนบางแห่ง

ตลอดชีวิต แซมเข้ารับการผ่าตัดทำศัลยกรรมตบแต่งใบหน้าถึง 72 ครั้ง แต่ไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ ในที่สุดช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาก็ยอมรับความจริง ใช้ชีวิตโดยไม่สวมหน้ากากอีกเลยจนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี 1997

จาก คอลัมน์  
          ร้ายสาระ  
         จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ สุขสัปดาห์
         ปีที่ 4 ฉบับที่ 186 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม 2008
         โดย ศิลป์ อิศเรศ และทองเหม็น

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

Hot! ....น่าเห็นใจพ่อแม่....แต่ถ้าทำให้เหลือซักหนึ่งรอดก็น่าพอใจ
(ปล....จักรยานปั่นแบบเบาๆ น่องนอกจากไม่ใหญ่แล้วจะเรียวเล็กลงสวยงาม^^)
surprised smile 'bike cool!'

#1 By tawato on 2012-08-25 09:54