มากกว่า 10,000 ปีมาแล้ว แม่น้ำน้ำแข็งสายสุดท้ายได้กัดเซาะให้เกิดรอยแยกของหินขนาดกว้างใหญ่ไพศาล ในแถบไอแลนด์ของสก็อตแลนด์ และเมื่อน้ำแข็งละลายหมดลง รอยแยกยาว 25 ไมล์นั้นก็ขังเจิ่งนองไปด้วยน้ำ และกลายเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ประหลาดลึกลับตลอดกาลแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์ 

            ตำนานของสัตว์ประหลาดตัวนี้ หรือที่เรียกขานกันด้วยความเอ็นดูว่า เนสซี่ นั้นอาศัยอยู่ในทะเลสาบล็อคเนสส์มาเนิ่นนาน ก่อนที่จะมีรายงานว่ามันปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนครั้งแรก ในปี ค.ศ. 565 ซึ่งในปีดังกล่าวนั้น เซนต์โคลัมบา กำลังอยู่ในระหว่างเดินทางไปอินเวอร์เนส เพื่อนำคณะนักบวชไปเผยแพร่คริสตศาสนาให้กับพวกฟิคท์ ท่านสั่งให้ผู้ติดตามคนหนึ่ง ว่ายน้ำไปเก็บเรือลำเล็กที่ลอยออกจากฝั่งทะเลสาบกลับมา ขณะที่ชายผู้นั้นเริ่มว่ายน้ำออกไป " สัตว์รูปร่างประหลาดก็โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ " เพียงไม่กี่หลาตรงหน้าชายผู้นั้น เรื่องราวกล่าวไว้เพียงว่า เซ็นต์โคลัมบาเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตัวนั้นพร้อมกับตะโกนว่า " อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้หรือทำอันตรายชายคนนั้น " สัตว์ประหลาดก็หนีไป 

            นับตั้งแต่นั้นมาประชาชนของตำบลเกรท เกลน แห่งทะเลสาบล็อคเนสส์ ก็ได้รู้จักกับเนสซี่และบรรพบุรุษของมันว่าเป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจ สงบเสงี่ยม และไม่เป็นอันตรายกับใคร นานๆถึงจะขึ้นมาสู่ผวิน้ำสักครั้ง แม้ว่าในแถบทะเลสาบเป็นที่รู้จักกันว่า มีสัตว์ประหลาดอาศัยอยู่นานนับศตวรรษ แต่ชื่อเสียงของเนสซี่เพิ่งขจรขจายไปทั่วโลก เมื่อประมาณ 50 ปี ที่ผ่านมานี้เท่านั้นเอง 

            วันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1933 จอห์น แม็คเคย์ และภรรยาขับรถไปตามถนนตัดใหม่เลียบทะเลสาบล็อคเนสส์ ที่ยามนั้นพื้นน้ำราบเรียบปานกระจก ล้อมรอบไปด้วยยอดเขาสูง ทันใด... มิสซิสแม็คเคย์ก็คว้าแขนสามีอย่างตื่นเต้น " จอห์น..." เธอเรียกชื่อเขาอย่างกระหืดกระหอบ " นั่นอะไรคะ... โน่นน่ะ ? " พื้นน้ำในทะเลาสาบที่ต้องแสงอาทิตย์เป็นประกายแวววาวนั้น กำลังพุ้งผุดเป็นฟองคล้ายกับภูเขาไฟคุกกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำ จอห์น แม็คเคย์ ผู้เป็นเจ้าของโรงแรมในละแวกนั้นเหยียบเบรคอย่างกระทันหัน เขาและภรรยาเฝ้ามองด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว เมื่อสัตว์ขนาดยักษ์โผล่ขึ้นมา มันเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีคอยาวคล้ายงู สัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาผกผันฟาดฟันพื้นน้ำแตกฟองขาว จากนั้นก็ดำหายไปจากสายตา 

            นับจากวันนั้นของปี 1933 เป็นต้นมา เนสซี่ยั่วยวนโดยการเล่นเกมส์ซ่อนหากับบรรดานักวิทยาศาสตร์ นักธรรมชาติวิทยา และนักล่าสัตว์ประหลาดนับพันๆ ซึ่งมีผู้อ้างว่าพบเห็นสัตว์ประหลาดที่ว่องไวราวกับปรอทตัวนี้ มากกว่าสามพันคน เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน การเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่คล้ายคลึงกับประสบการณ์ของสามีภรรยาแม็คเคย์ ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งการที่เห็นสัตว์ประหลาดในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดแรงกระตุ้นที่จะสืบสาวราวเรื่องของเนสซี่อย่างจริงจัง จนสบโอกาสถ่ายรูปของสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้เป็นครั้งแรก โดยวิศวกรชื่อ ฮิว เกรย์ ขณะเขาเดินทางกลับจากโบสถ์ในวันอาทิตย์ ใกล้ถึงบ้านพักในฟอยเยอร์ ทะเลสาบราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรรบกวน แต่ประมาณ 100 หลาจากฝั่ง เขาสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอะไรบางอย่างเกิดขึ้น 

            " หลังกลมมนและส่วนหางปรากฏขึ้น " เขากล่าวในเวลาต่อมา "และสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งที่ยาวประมาณ 40 ฟุต กำลังพ่นน้ำเป็นฟองฟู่กระจาย ภาพถ่ายสัตว์ประหลาดของเกรย์ ถูกส่งไปวิเคราะห์ที่บริษัทโกดัก ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่ได้มีการยุ่งเกี่ยวแต่งเติมกับฟิล์มที่ใช้ถ่าย แต่ภาพสัตว์ประหลาดที่เป็นเงาดำนั้น เป็นหลักฐานที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่นัก 

            ภาพหนึ่งที่บรรดาผู้วชาญได้ลงความเห็นว่า ยังคงเป็นภาพถ่ายที่ดีที่สุด ถ่ายไว้เมื่อเดือนเมษายนปี 1934 โดยโรเบิร์ต เดนเนธ วิลสัน ศัลยแพทย์จากลอนดอน ผู้มีบุคลิกลักษณะน่าเชื่อถือ ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง วิลสันและเพื่อนคนหนึ่งกำลังขับรถเลียบไปตามถนนริมทะเลสาบล็อคเนสส์ เป็นการเริ่มต้นวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่พวกเขาหวังว่าคงได้ถ่ายภาพสัตว์ป่าไว้ได้บ้าง แต่ภาพที่วิลสันได้รับในวันนั้น กลับกลายเป็นภาพของสัตว์ที่เขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่า มันมีตัวตนอยู่จริงๆ 

            ศัลยแพทย์และเพื่อนร่วมเดินทาง ขับรถมาตลอดกลางคืน และตัดสินใจหยุดพักแรมใกล้กับอินเวอร์มอร์ริสัน ขณะที่วิลสันนั่งเหยียดขาอยู่ริมทะเลสาบนั่นเอง หัวเล็กๆของสัตว์ชนิดหนึ่งโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา เขากระโจนกลับไปที่รถ คว้ากล้องถ่ายรูปเอามาไว้บันทึกภาพได้ชุดหนึ่ง ซึ่งภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงส่วนหัวและคอ ที่สะโอดสะองและลำตัวของมันเห็นเลือนลางอยู่ใต้ผิวน้ำ 

            ภาพถ่ายเหล่านี้ รวมทั้งอีกจำนวนนับร้อยที่ได้มีการถ่ายเอาไว้ หลังจากนั้นเป็นต้นมาถูกยกเลิกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ที่ทำลายชื่อเสียงแห่งตำนานของเนสซี่ ว่าจริงๆแล้วเป็นเพียงท่อนซุง แมวน้ำ นก นาก หรือว่าเรือที่ลอยคว่ำอยู่ในน้ำ แต่ความจริงเป็นสิ่งใดก็ตาม รายงานและรูปภาพของสัตว์ประหลาดแห่งล็อคเนสส์เหล่านั้น ก็เป็นสาเหตุให้ทั่วโลกบังเกิดความตื่นเต้น 

            ในไม่ช้าทะเลสาบก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว นักวิทยาศาสตร์ นักล่า นักเรียนและนักหลอกลวง ชาวบ้านร้านตลาด พากันไปทำธุรกิจอาหารและที่พักอย่างเป็นล่ำเป็นสันและอึกทึกครึกโครม เบอร์แทรม มิลส์ หัวหน้าคณะละครสัตว์เสนอรางวัล 20,000 ปอนด์ แก่ผู้ที่จับเป็นสัตว์ประหลาดมาให้เขาได้ ปัญหาที่ถูกนำไปถกกันในสภาผู้แทนราษฎรก็คือความปลอดภัยของเนสซี่ ในที่สุด กฏหมายฉบับหนึ่งก็ผ่านสภาออกมาปกป้องสัตว์ต่างๆในทะเลสาบให้ปลอดภัยจากการ ยิง วางกับดัก หรือสร้างความรบกวน การหลอกลวงครั้งหนึ่งที่ผ่านมา เกี่ยวข้องกับนักล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ ชื่อ มิเชล เวทเธอเรลล์ สมาชิกของบริเทน'ส " ฮลี่ - เรสเปดเทด ซูโลจิคอล โซไซตี้ ในปี 1533 เขาพบรอยเท้าของสัตว์ประหลาดบนชายฝั่งทะเลสาบ เวทเธอเรลล์กล่าวว่า "มันเป็นสัตว์สี่เท้าซึ่งเท้าหรือครีบกว้าง 8 นิ้ว ผมเชื่อว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดทรงพลังที่ยาวประมาณ 20 ฟุต " 

            ท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นรุนแรง แบบพิมพ์รอยเท้าที่หล่อโดยปูนปลาสเตอร์ก็ถูกส่งไปยังพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ กลางกรุงลอนดอน หลังจากการตรวจสอบ ผู้วชาญก็ลงความเห็นว่า " มันเหมือนกับรอยเท้าของฮิปโปโปเตมัส " และต่อมาพบว่า เท้าของฮิปโปที่ถูกทำให้แห้ง หายไปจากพิพิธภัณฑ์ที่อินเวอร์เนส ห่างจากทะเลสาบออกไปเพียง 2-3 ไมล์ 

            การเห็นสัตว์ประหลาดที่สร้างความตื่นเต้นจำนวน 3 ครั้ง ได้ถูกรายงานไว้ในปี 1933 และ 1934 สองครั้งแรกพบเห็นโดยชาวบ้านในละแวกทะเลสาบ ส่วนครั้งที่สามพบเห็นโดยนักธุรกิจชาวลอนดอน ต่อไปนี้คือความรู้สึกของนักข่าวอิสระของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น อเล็กซานเดอร์ แคมเบลล์ พรรณาถึงสิ่งที่เขาพบเห็นใตตอนกลางวันของเดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 1434 

            ขณะที่ผมออกจากกระท่อมติดทะเลสาบนั้น สัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็โผล่พ้นขึ้นมาเหนือน้ำ มันยาวประมาณ 30 ฟุต คอยาวคล้ายงูและหางแบน ระหว่างคอและลำตัวที่ตะโหงกนูนขึ้นมา สัตว์ประหลาดลอยอาบแดดอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรือจาก แคลโดเนียน ดานัล แว่วมา จึงดำน้ำหายไป เหลือไว้แต่รอยกระเพื่อมบนพื้นน้ำ " 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น แคมเบลล์ได้อ่านพบรายงานของพระรูปหนึ่ง คือ บราเธอร์ ริชาร์ด โฮแรน แห่งโบสถ์ เซ็นต์เบเนดิคท์ ฟอร์ท ออกัสตัส ดังนี้ 

            " ผมเห็นสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบล็อคเนสส์ และเฝ้ารอดูอยู่ราวๆ 20 นาที หัวแลคอยื่นออกมาทำมุม 45 องศากับพื้นน้ำ ด้านล่างของลำคอที่อวบหนานั้นเป็นสีน้ำเงิน จมูกเชิด เมื่อเครื่องยนต์เรือดังใกล้เข้ามา สัตว์ประหลาดก็ค่อยๆจมหายไปอย่างช้าๆ " 

            มีคำบอกเล่าของพยานอีกรายที่แตกต่างกันออกไป เป็นเรื่องราวของผู้อำนวยการบริษัทแห่งหนึ่งในลอนดอน จอร์จ สไปเซอร์ ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์น่าฟังเช่นกัน 

            " ผมและภรรยากำลังท่องเที่ยวไปตามชายฝั่งทะเลสาบ เมื่อเห็นสัตว์ที่ไม่ธรรมดาเดินข้ามถนนห่างออกไป 200 หลาข้างหน้า เฉพาะคอของมันยาว มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวของช้างเล็กน้อย ลำตัวมโหฬารสูงประมาณ 5 ฟุต ผิวหนังสีดำคล้ำน่าเกลียด มันเคลื่อนที่ด้วยการเหวี่ยงตัวไปข้างหน้า ผมเร่งเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ แต่สัตว์ตัวนั้นก็หายไปภายใต้พงไม้หนาทึบเสียแล้ว " 

            นักล่าสัตว์ประหลาดรายอื่นๆรายงานว่า ได้เห็นมันอ้าปาก บ้างก็ว่ามันมีแผงคอคล้ายม้า ชาวชนบทคนหนึ่งอ้างว่า ได้เข้าใกล้ชิดกับสัตว์ประหลาดถึงขนาดมองเห็นหยดน้ำร่วงหล่นจากผิวหนัง คล้ายเกล็ด ขณะที่มันสะบัดตัว ( อะไรจะขนาดนั้น เพ่.. ) ต่อมาในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1934 กิตติศัพท์ของเนสซี่ แผ่กระจายกว้างไกลออกไปมาก จนพอที่จะสร้างความสนใจให้กับ จอห์น เอิร์นเนสต์ วิลเลียมสัน ชาวอเมริกันผู้วชาญชั้นแนวหน้า ของการถ่ายภาพใต้ผิวน้ำ เขามาถึงล็อคเนสต์พร้อมกับอุกรณ์ที่เรียกว่า โฟโต้ สเฟียร์ ที่มีรูปร่างกลมพร้อมหน้าต่างสมชื่อ เมื่อเครื่องมือนี้ดำอยู่ในน้ำ เขาจะนั่งอยู่ในเก้าอี้เพื่อถ่ายภาพสิ่งต่างๆที่อยู่ใต้น้ำ 

            ฟังดูน่าสนใจแฮะ แต่สิ่งที่วิลเลียมสันไม่รู้มาก่อนก็คือ ใต้ระดับ 30 ฟุตลงไปในทะเลสาบนั้น มีสภาพมืดมัวเป็นสีน้ำตาลและค่อยๆเปลี่ยนเป็นมืดเหมือนหมึกดำ ถึงขนาดสปอตไลท์ที่มีกำลังแรงยังไม่สามารถทำอะไรได้ ความมืดมิดของท้องน้ำนี้มีสาเหตุมาจาก อนุภาคของถ่านหินชนิดร่วนที่ถูกชะล้างลงมาจากภูเขา สู่ทะเลสาบเป็นเวลานานหลายพันปี ในที่สุดวิลเลียมสันก็ยกเลิกแผนการด้วยความหัวเสีย และเดินทางกลับบ้านในที่สุด 

            ตลอดทั้งปี 1960 และ 1970 การไล่ล่าสัตว์ประหลาดยังคงเป็นกีฬาสำคัญของสหราชอาณาจักร และเนสซี่กลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพมากที่ สุดของสก็อตแลนด์ นักดำน้ำที่ลงไปค้นหาศพของชายที่ตายอยู่ในทะเลสาบ รายงานว่าได้พบสิ่งที่น่าขนพองสยองเกล้า นั่นคือเขาพบว่าแนวหินขนาดใหญ่มีปลาไหลทะเลเกาะเกี่ยวกันอยู่หนาแน่น อย่างกับลำตัวของมนุษย์เลยทีเดียว และมนุษย์กบผู้ซึ่งกำลังปฏิบัติงานในทะเลสาบ อ้างว่าเนสซี่โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำห่างออกไปเพียง 30 หลา เขาเล่าว่า " มันยาวประมาณ 30 ฟุต คอยาว หางคล้ายตัวนาก มี 4 ครีบ ผมตะโกนเรียกเพื่อน ขณะที่มันดำหายไปจากสายตา " วิธีการอื่นๆในการไล่ต้อนให้จนมุม หรือ ล่อเนสซี่ออกมาก็ถูกเสนอแนะ เช่น การลากด้วยตาข่ายเหล็กที่มีราคา 200,000 ปอนด์ แต่วิธีการนี้ถูกระงับไป ต่อมาไมีการเสนอให้ใช้ความร้อนล่อให้เนสซี่ออกมาจากที่ซ่อน โดยการหย่อนแผ่นความร้อนขนาดยักษ์ลงไปในทะเลสาบ ขั้นแรกเรือดำน้ำขนาดจิ๋วของอังกฤษดำลงไปสำรวจความเป็นไปได้ในการนี้ ที่ระดับความลึก 450 ฟุต จากพื้นผิวทะเลสาบปรากฏว่าไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย " ข้างล่างมันมืดยังกะขุมนรก " พวกเขาบอก 

            ในปี 1969 การบุกรุกทะเลสาบล็อคเนสส์ของชาวอเมริกันก็ได้เริ่มต้นขึ้น แดน เทย์เลอร์ อดีตลูกเรือของเรือดำน้ำแห่งกองทัพเรือสหรัฐจากแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ใช้เวลา 5 ปีกับเงินอีก 20,000 ปอนด์ สร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กด้วยไฟเบอร์กลาส ซึ่งเขาตั้งชื่อมันว่า "ไวเพอร์ฟิช" โดยวางแผนจะยิงลูกดอกยาสลบจากเรือดำน้ำลำดังกล่าวเข้าใสเนสซี่ เทย์เลอร์อ้างว่าเขาอาจจับเนสซี่ได้โดยใช้เครื่องดังกล่าวส่งคลื่นออกไปไม่ ไกลพอที่จะจับร่องรอยของมันได้ เขายังกล่าวด้วยว่า เจ้าเรือดำน้ำไวเพอร์ฟิชถูกดูดเข้าไปในโพรงลึกถึง 130 ฟุต อย่างไรก็ตาม เขาทำผิดพลาดเช่นเดียวกับที่ จอห์น วิลเลียมสันทำเอาไว้เมื่อ 35 ปีก่อน นั่นคือไม่ได้ตระหนักมาก่อนว่า น้ำในทะเลสาบที่ลุก 30 ฟุตนั้น มืดมิดชนิดที่ไม่สามารถมองลอดทะลุได้ หนทางสุดท้ายที่เขาทำ คือตีหน้าจ๋อยแล้วก็เก็บของกลับบ้านไป 

            ในปี 1970 ดร.โรเบิร์ต ไรนส์ ประธานสภาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในเบลมอนด์ แมสสาชูเส็ทส์ ใช้เวลา 2 อาทิตย์ที่ล็อคเนสส์ เขาเป็นผู้นำของทีมงาน 4 คน พร้อมด้วยอุปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องโซน่าที่สามารถสะท้อนเสียงในน้ำ กล้องใต้น้ำ และ "เซ็กส์ คอ็คเทล" ที่สกัดมาจากต่อมน้ำมันของสัตว์ต่างๆอาทิเช่น ปลาพะยูน ปลาไหล และ สิงห์โตทะเล ทีมงานยังมีเทปที่อัดเสียงการสื่อสาร การต่อสู้ และจู๋จี๋กันของสัตว์หลายชนิดเอาไว้เปิดใต้น้ำด้วย ต่อมาไรนส์อ้างว่า "เซ็กส์ ค็อคเทล" นั่นเอง ทำให้เขาจับสัญญาณสัตว์ที่มีขนาดใหญ่เป็น 100 เท่าของปลาในทะเลสาบได้อย่างใกล้ชิด เขากล่าวว่า พวกมันอาศัยอยู่ในหลืบหินใต้น้ำห่างจากฝั่งทะเลสาบ 200 ฟุต 

            2 ปีต่อมาในเมืองบอสตัน ไรนส์นำเอาภาพถ่ายทั้งสีและขาวดำที่ถ่ายไว้ในทะเลสาบมาแสดง ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นครีบใหญ่ที่ติดอยู่กับลำตัวของสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายวัว 

            เกือบจะเป็นเวลาเดียวกับการสำรวจของไรนส์นั่นเอง ทีมอเมริกันอีกคณะหนึ่งก็มาถึงทะเลสาบ ทีมนี้มีสปอนเซอร์เป็นบริษัทวิสกี้ คัตตี้ ซาร์ก โดยมรศาสตราจารย์เจมส์ อัลริช แห่งสถาบันสมิธโซเนียน เป็นผู้ควบคุม อัลริชกล่าวว่า "สัตว์ประหลาดไม่ใช่เรื่องโกหกอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นอะไรบางอย่างจริงๆ" ส่วนสามชิกคนหนึ่งในทีมของเขากล่าวเสริมว่า " มีสัตว์ประหลาดอยู่ในทะเลสาบอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่มีใครเชื่ออย่างจริงจังหรอกว่า สิ่งที่เห็นทั้งหลายนั้นเป็นท่อระบายน้ำ ตอไม้ หรือเศษขนมปังกรอบที่ติดอยู่บนเลนส์กล้องถ่ายรูปของใครบางคน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าคงพิสูจน์ความจริงให้เห็นได้อย่างไม่ยากเลย " 

            คัตตี้ ซาร์ก จับมือกับลอยด์แห่งลอนดอนในการจ่ายเงิน 1 ล้านปอนด์ ให้กับใครก็ตามที่จับสัตว์ประหลาดมาให้ได้แบบตัวเป็นๆ ก่อนเดือนพฤษภาคม ปี 1972 แต่ก็ไม่ยักกะมีใครจับได้ และทีมงานของอัลริช ก็ได้ใช้เทคนิคต่างๆเช่นเดียวกับการสำรวจของไรนส์ รวมทั้งกลิ่นล่อหรือ " เซ็กส์ คอ็คเทล " ด้วย อย่างไรก็ตาม ความพยายามทั้งหลายก็ไม่ได้ให้ผลงานอะไรที่โดดเด่นไปกว่าคนอื่นที่ผ่านมา และในปี 1975 ชาวเอเชียอย่างเราก็ได้ร่วมขบวนกับเขาด้วยเช่นกัน ชาวญี่ปุ่นชื่อ โยชิโอะ คูโอะ นักธุรกิจเกมส์โชว์อายุ 36 ปี นำทีมแข็งแกร่งถึง 15 ชุด ไปยังทะเลสาบล็อคเนสส์ ซึ่งนักธุรกิจใหญ่จากสมาคมนายธนาคารเป็นผู้จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด และคูโอะคุยว่า ทีมงานของเขาจะส่งเรือดำน้ำ 2 ลำจากโตเกียวลงไปสำรวจ แต่เมื่อเขาดำลงไปเห็นความมืมิดใต้ทะเลสาบ เขาจึงสั่งยกเลิกโครงการทั้งหมดเสีย 

            เซอร์ปีเตอร์ สก็อตส์ ผู้วชาญในการค้นหาร่องรอยของสัตว์ประหลาดยืนยันการมีตัวตนของ " เนสซี่ " ในที่สุดว่า " อาจมีอยู่ 20-50 ตัวข้างใต้นั่น ผมเชื่อว่ามันอาจเกี่ยวดองกับ Plesiosaurs 

            เพลซิโอเสาร์ไม่ได้พบเห็นบนโลกมา 7 ล้านปีแล้ว ดังนั้นนักล่าสัตว์ประหลาดเชื่อว่า บรรพบุรุษของเนสฐี่ ถูกตัดขาดจากทะเลเมื่อครั้งทะเลสาบก่อตัวขึ้นตอนสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ทะเลสาบล็อคเนสส์ลึกถึง 1,100 ฟุต ลึกกว่าทะเลเหนือเสียอีก และมันกว้างใหญ่ไพศาล กลายเป็นที่อยู่อาศัยอย่างอุดมสมบูรณ์ ปราศจากการรบกวน จนอยู่รอดปลอดภัยมาได้นับพันๆปี แต่ทำไมการเห็นสัตว์ประหลาดจึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย หลังจากปี 1933 เป็นต้นมาเล่า? นักล่าสัตว์ประหลาดมีคำอธิบายเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ถนนที่จอห์น แม็คเคย์และภรรยาขับรถไป จนสังเกตเห็นเนสซี่เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1933 นั้น เป็นถนนที่เพิ่งตัดเสร็จสดๆร้อนๆ และเป็นถนนรอบทะเลสาบสายแรก ซึ่งในการก่อสร้างเส้นทางดังกล่าว หินนับพันๆตันถูกระเบิดลงไปที่ทะเลสาบ และแมกไม้ใบหญ้าที่หนาแน่นปกคลุมชายฝั่งมานานนับศตวรรษก็ถูกตัดทำลายลง ผู้วชาญกล่าวว่า การระเบิดหินได้ทำลายที่อยู่อาศัยใต้น้ำครั้งบรรพการของเนสซี่ และทำให้มันสูญเสียแหล่งพักพิง จนต้องเตร็ดเตร่ไปในทะเลสาบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พยานที่เคยเห็น พรรณนารูปร่างของเนสซี่ ประมวลออกมาได้ ดังนี้ 
 

ความยาว : มากกว่า 50 ฟุต 
ลำตัว : ยาวอย่างน้อย 30 ฟุต โดยรอบลำตัวประมาณ 12 ฟุต 
หัว : เหมือนทากและมีขนาดเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับลำตัว 
คอ : ยาว 4-7 ฟุต ลักษณะตั้งระหง และหนาอย่างกับลำตัวช้าง 
ครีบ : 2 ครีบข้างหน้าเล็ก และ 2 ครีบใหญ่อยู่ด้านหลัง 
ผิวหนัง : เหมือนทาก สีเทา เงิน และดำ ... 

edit @ 12 Aug 2012 21:05:27 by Weird Center

Comment

Comment:

Tweet

แหะๆ ป่านนี้ยังสงสัยอยู่เลยว่ามีอยู่จริงไหม ^^

#2 By Weird Center on 2012-08-03 00:26

Hot! Hot! Hot! Hot!  จำได้ครับ confused smile

#1 By Justype on 2012-07-24 01:37